มีเรื่องเล่าหนึ่งที่วริศราอยากจะแชร์ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านฟังค่ะ เมื่อสัปดาห์ก่อนมีลูกค้ารายหนึ่งโทรเข้ามาปรึกษา The Budgetist ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เธอชื่อคุณแม่แอน เป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีวินัยทางการเงินดีเยี่ยม แต่วันนั้นเธอเพิ่งได้รับใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตที่มียอดใช้จ่ายแปลกปลอมเกือบสองหมื่นบาท เมื่อสืบสาวราวเรื่องจนพบความจริง ปรากฏว่าไม่ใช่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ไหน แต่เป็น "น้องภูมิ" ลูกชายวัย 8 ขวบ ที่กดซื้อไอเทมในเกมออนไลน์ผ่านไอแพดโดยไม่รู้ตัว
คำตอบของน้องภูมิที่ทำให้เราต้องฉุกคิดคือ "ก็ผมเห็นแม่แค่เอาหน้าไปส่องที่จอ ของก็มาส่งที่บ้านแล้ว เงินมันอยู่ในโทรศัพท์ไม่ใช่เหรอครับ ไม่เห็นต้องใช้กระดาษแลกเลย" ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลกการเงิน เมื่อนวัตกรรม Fintech ทำให้เงินกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ (Invisible Money) สำหรับเด็กยุค Alpha ที่เกิดมาพร้อมกับ AI และ Blockchain การสอนเรื่องการหยอดกระปุกหมูออมสินอาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปค่ะ
ในฐานะนักวางแผนการเงินและที่ปรึกษา (CFP) วริศรามองว่านี่คือความท้าทายใหม่ของพ่อแม่ยุคนี้ เราไม่ได้กำลังแข่งกับการเก็บเงินให้ลูกเรียนจบเท่านั้น แต่เรากำลังต้องปลูกฝัง "ทักษะการเงินดิจิทัล" เพื่อให้พวกเขารอดพ้นจากกับดักการบริโภคที่รวดเร็วและซับซ้อนขึ้นทุกวัน วันนี้ The Budgetist จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาเรียนรู้วิธีการใช้นวัตกรรมและ Mindset ใหม่ๆ ในการสร้างรากฐานทางการเงินให้ลูกรัก ทีละขั้นตอนไปด้วยกันค่ะ
ปรากฏการณ์เงินล่องหนเมื่อกระปุกออมสินไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป
เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า ภาพจำเรื่องการเงินของเรากับลูกนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับเรา เงินคือธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ที่มีน้ำหนัก มีกลิ่น และต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน แต่สำหรับเด็กยุคใหม่ เงินคือ "ตัวเลขดิจิทัล" บนหน้าจอที่สามารถลดลงและเพิ่มขึ้นได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ความเจ็บปวดจากการจ่าย (Pain of Paying) ในรูปแบบดิจิทัลนั้นต่ำกว่าการควักเงินสดออกจากกระเป๋ามาก ซึ่งนี่คือหลักจิตวิทยาพฤติกรรมที่ผู้ออกแบบแอปพลิเคชันช้อปปิ้งเข้าใจเป็นอย่างดี

การสอนลูกในยุคนี้จึงต้องเริ่มจากการทำให้นามธรรมกลายเป็นรูปธรรมค่ะ แทนที่จะสอนให้หยอดกระปุกเพียงอย่างเดียว คุณพ่อคุณแม่ลองใช้วิธีการเปิดบัญชีเงินฝากดิจิทัลสำหรับเด็ก หรือใช้แอปพลิเคชัน Mobile Banking ที่มีฟีเจอร์แยกกระเป๋าเงิน (Sub-accounts) ให้ลูกดู โดยอธิบายว่าตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหน
วริศราแนะนำให้ลองทำกิจกรรม "Unboxing the Money Source" หรือการแกะรอยที่มาของรายได้ค่ะ เวลาที่คุณพ่อคุณแม่ได้รับเงินเดือน หรือมีรายรับเข้ามา ให้เปิดแอปฯ ให้ลูกดูยอดเงินที่เพิ่มขึ้น แล้วเล่าเรื่องราวว่าเงินก้อนนี้มาจากการทำงานอะไร เหนื่อยยากแค่ไหน และเมื่อมีการจ่ายบิลค่าไฟหรือค่าเน็ต ก็ให้ลูกเป็นคนกดปุ่มยืนยันการจ่าย (ภายใต้การดูแล) เพื่อให้เขาเห็นว่าตัวเลขลดลงทันทีที่มีการแลกเปลี่ยน นวัตกรรมไม่ได้มีไว้ให้ใช้สะดวกสบายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือช่วยสอน (Visual Aid) ชั้นดีที่จะทำให้เด็กๆ เข้าใจ Flow ของกระแสเงินสดในโลกความเป็นจริงค่ะ
เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องเล่นด้วยนวัตกรรม Gamification
หากการนั่งสอนบัญชีครัวเรือนเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเด็ก ทำไมเราไม่ลองใช้นวัตกรรม Gamification หรือการนำกลไกของเกมมาประยุกต์ใช้ดูล่ะคะ ปัจจุบันมีนวัตกรรม EdTech (Education Technology) มากมายที่ออกแบบมาเพื่อสอนเรื่อง Financial Literacy โดยเฉพาะ ซึ่งวริศรามองว่าเป็นตัวช่วยที่ทรงพลังมากสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา

ลองจินตนาการถึงแอปพลิเคชันที่เปลี่ยน "งานบ้าน" ให้เป็น "ภารกิจ" (Quests) เมื่อลูกล้างจานหรือจัดที่นอนเสร็จ เขาก็จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเหรียญดิจิทัลในแอปฯ ซึ่งเหรียญนี้สามารถนำไปแลกเป็นเงินจริงหรือของรางวัลที่ตกลงกันไว้ วิธีนี้ช่วยสอนเรื่อง Work-Reward System ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เด็กจะเรียนรู้ว่าเงินไม่ได้ลอยมาจากฟ้า แต่มาจากการลงมือทำ (Proof of Work)
นอกจากนี้ ยังมีบอร์ดเกมดิจิทัลหรือเกมจำลองการบริหารเมืองที่สอนเรื่องการจัดสรรทรัพยากร การเก็บภาษี และการลงทุน วริศราเคยแนะนำให้ลูกค้านำเกมอย่าง Cashflow for Kids หรือเกมสร้างเมืองต่างๆ มาเล่นกับลูกในวันหยุด สิ่งสำคัญคือระหว่างเล่น พ่อแม่ต้องสอดแทรกบทสนทนาจริงเข้าไปด้วย เช่น "ถ้าลูกเอาเงินไปสร้างสวนสนุกหมด แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมถนนถ้ามันพัง?" คำถามปลายเปิดเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นทักษะการคิดวิเคราะห์และการวางแผนระยะยาว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารความมั่งคั่งในอนาคตค่ะ
สร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้ลูกก่อนภัยไซเบอร์มาเยือน
ในโลกที่นวัตกรรมก้าวหน้า มิจฉาชีพก็พัฒนารูปแบบการโกงให้แนบเนียนขึ้นเช่นกัน เรื่องนี้สำคัญมากและเป็นเรื่องที่ The Budgetist เน้นย้ำเสมอ การมีความรู้เรื่องการหาเงินและออมเงินอาจสูญเปล่าได้ทันที หากขาดทักษะเรื่อง "ความปลอดภัยทางไซเบอร์" (Cybersecurity Awareness)

คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนลูกให้รู้จักคำว่า "ข้อมูลส่วนตัว" และ "รหัสผ่าน" เหมือนกับที่สอนให้ลูกไม่รับของกินจากคนแปลกหน้า เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่า รหัส OTP เปรียบเสมือนกุญแจตู้เซฟ ห้ามบอกใครเด็ดขาด แม้ว่าคนนั้นจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เกม หรือเพื่อนในอินเทอร์เน็ตก็ตาม นวัตกรรมอย่างระบบยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA) เป็นสิ่งที่เราต้องตั้งค่าให้ลูก และสอนให้เขาใช้งานให้เป็น
วริศราแนะนำให้ใช้กรณีศึกษาจริงที่เกิดขึ้น (Case Study) มาเล่าให้ลูกฟังค่ะ เช่น ข่าวเด็กถูกหลอกให้โอนเงินซื้อไอเทมทิพย์ หรือการกดลิงก์ปลอม โดยไม่ต้องขู่ให้กลัว แต่ให้รู้เท่าทัน สอนให้เขารู้จักสังเกต URL หรือเครื่องหมายความปลอดภัยบนเว็บไซต์ การสร้างภูมิคุ้มกันตรงนี้คือการปกป้องทรัพย์สินในอนาคตของเขาที่ดีที่สุด ยิ่งในยุคที่ AI สามารถปลอมเสียงหรือหน้าตาคนได้ (Deepfake) การมีสติและการตรวจสอบยืนยัน (Verification Mindset) คือทักษะเอาตัวรอดที่สำคัญกว่าความรู้เรื่องกราฟหุ้นเสียอีกค่ะ
ปูพื้นฐานการลงทุนผ่านสินทรัพย์ยุคใหม่และพลังของดอกเบี้ยทบต้น
เมื่อลูกเริ่มเข้าใจมูลค่าของเงินและการรักษาความปลอดภัยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการขยับจากการ "ออม" สู่การ "ลงทุน" ค่ะ ในยุคดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ต่ำเตี้ยติดดิน การสอนให้ลูกรู้จักแค่การฝากธนาคารอาจไม่เพียงพอต่อการชนะเงินเฟ้อในอนาคต นวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่ทำให้การเริ่มต้นลงทุนใช้เงินน้อยลงมาก และเข้าถึงได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน
คุณสามารถเริ่มสอนเรื่อง "พลังของดอกเบี้ยทบต้น" (Compound Interest) ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้สูตรคณิตศาสตร์ซับซ้อน แต่ใช้กราฟในแอปฯ กองทุนรวมจำลอง หรือเว็บไซต์คำนวณผลตอบแทนให้ลูกดู ลองตั้งโจทย์สนุกๆ ว่า "ถ้าลูกเก็บเงินวันละ 10 บาท ใส่กระปุก กับเอาไปให้ ‘เพื่อนที่ชื่อกองทุน’ ช่วยทำงานให้ ผ่านไป 10 ปี เงินสองก้อนนี้จะต่างกันแค่ไหน" ภาพกราฟที่พุ่งขึ้นแบบ Exponential จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าคำพูดพันคำ
สำหรับเด็กโต อาจเริ่มแนะนำให้รู้จักหุ้นของบริษัทที่เขาคุ้นเคย เช่น หุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่ผลิตโทรศัพท์ที่เขาใช้ หรือหุ้นบริษัทขนมที่เขาชอบกิน การเชื่อมโยงเรื่องการลงทุนกับสินค้าในชีวิตประจำวันจะทำให้เรื่องหุ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว The Budgetist มักแนะนำให้เปิดบัญชีชื่อร่วมหรือกองทุนรวมสำหรับผู้เยาว์ แล้วให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือก "ธีม" การลงทุน โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นที่ปรึกษา (Mentor) คอยตบๆ ขอบเขตความเสี่ยง นี่คือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง (Learning by Doing) ที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิตค่ะ
เริ่มต้นวางแผนภาษีและพอร์ตการลงทุนเพื่อการศึกษาลูกฉบับ The Budgetist
มาถึงพาร์ทที่คุณพ่อคุณแม่ต้องกลับมามองตัวเองบ้างค่ะ การสร้างอนาคตให้ลูกไม่ได้มีแค่การสอน แต่รวมถึงการ "วางแผน" ของเราด้วย ในฐานะ CFP วริศราขอย้ำว่า นวัตกรรมทางการเงินช่วยให้เราบริหารจัดการ "ทุนการศึกษา" และ "ภาษี" ได้มีประสิทธิภาพขึ้นมาก
เริ่มจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุตรอย่างคุ้มค่า และนำเงินส่วนที่ประหยัดภาษีได้นั้น กลับไป Re-invest ในกองทุนรวมเพื่อการศึกษาลูก (Education Fund) ปัจจุบันมี Robo-advisors หรือระบบ AI ที่ช่วยจัดพอร์ตการลงทุนตามเป้าหมายและระยะเวลาที่เราต้องการใช้เงิน ระบบจะช่วยปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance) ให้อัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
นอกจากนี้ การวางแผนประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรงสำหรับเด็กก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะค่ารักษาพยาบาลมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป นวัตกรรม InsurTech เดี๋ยวนี้ทำให้เราเปรียบเทียบเบี้ยประกันและความคุ้มครองได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การมีประกันที่ครอบคลุมจะช่วยปกป้องเงินก้อนใหญ่ที่เราเตรียมไว้เพื่อการศึกษาของลูกไม่ให้ถูกดึงไปใช้ในยามฉุกเฉิน นี่คือการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อย่างเป็นระบบที่วริศราอยากให้ทุกครอบครัวทำค่ะ
ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายดิจิทัล
ขั้นตอนสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด คือการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ ไม่ว่านวัตกรรมจะล้ำหน้าแค่ไหน "วินัย" ยังคงเป็นกุญแจดอกสำคัญ วริศราอยากเชิญชวนให้คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ เริ่มต้นทำ "บัญชีรายรับรายจ่ายดิจิทัล" ร่วมกัน โดยไม่ต้องใช้สมุดจดให้ยุ่งยาก แต่ใช้แอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ Family Sharing หรือแม้แต่การทำ Google Sheets ง่ายๆ ที่แชร์กันในครอบครัว
ลองกำหนดวัน "Family Finance Day" เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อมานั่งดูสรุปยอดค่าใช้จ่ายด้วยกันในรูปแบบกราฟวงกลมหรือกราฟแท่งที่แอปฯ สรุปให้ ดูว่าเดือนนี้เราหมดเงินไปกับหมวดหมู่ "ความต้องการ" (Wants) หรือ "ความจำเป็น" (Needs) มากกว่ากัน การเห็นข้อมูลเป็นภาพ (Data Visualization) จะช่วยให้เด็กๆ วิเคราะห์พฤติกรรมของตัวเองได้ดีขึ้น และเกิดการปรับปรุงตัวในเดือนถัดไปโดยที่เราไม่ต้องบ่น
การเริ่มต้นวันนี้ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ทักษะการเงินดิจิทัลที่คุณปลูกฝังให้ลูกในวันนี้ จะเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ยิ่งกว่ามรดกเงินทองใดๆ เมื่อเขามีความรู้ (Financial Literacy) มีภูมิคุ้มกัน (Immunity) และมีเครื่องมือ (Innovation) ที่ถูกต้อง เขาจะสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงไม่ว่าโลกในยุค AI จะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใด เริ่มต้นก้าวแรกไปพร้อมกันตั้งแต่วันนี้นะคะ




