สวัสดีครับเพื่อนนักลงทุนทุกท่าน ผม Money Architect ครับ ปกติแล้วในเพจของผม เรามักจะคุยกันเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง การวิเคราะห์งบการเงิน หรือการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ แต่ในยุคดิจิทัลที่ทุกธุรกรรมเกิดขึ้นบนหน้าจอสมาร์ตโฟน เรื่องที่สำคัญไม่แพ้การ "หาเงิน" ก็คือการ "รักษาเงิน" ให้อยู่กับเราครับ
ช่วงนี้ผมได้รับคำถามเข้ามาเยอะมากเกี่ยวกับการถูกมิจฉาชีพดูดเงิน หรือความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้ Mobile Banking และแอปพลิเคชันเทรดหุ้น (Streaming) ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ เพราะต่อให้เราทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ปีละ 20% แต่ถ้าวันหนึ่งพลาดพลั้งเรื่องระบบความปลอดภัยทางไอที เงินต้นและกำไรที่สะสมมาอาจหายวับไปในพริบตา ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่กับตัวเลขและระบบการเงินมานาน วันนี้ผมจะขอสวมหมวกอีกใบมาแนะนำวิธีแก้ปัญหาและป้องกันภัยไซเบอร์ทางการเงินในรูปแบบ Step-by-Step ที่เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริงทันทีครับ
สัญญาณเตือนภัยว่าสมาร์ตโฟนของคุณกำลังถูกรีโมทควบคุม
หลายคนสงสัยว่า "อยู่ดีๆ เงินจะหายไปเองได้อย่างไรถ้าเราไม่ได้โอน?" คำตอบในทางเทคนิคคือ การถูกฝังมัลแวร์ (Malware) ประเภท Remote Access Trojan (RAT) ครับ ซึ่งทำให้มิจฉาชีพสามารถมองเห็นหน้าจอและควบคุมเครื่องของเราได้เหมือนถือเครื่องอยู่เอง คำถามคือเราจะรู้ตัวได้อย่างไรก่อนที่จะสายเกินไป นี่คือจุดสังเกตที่ผมรวบรวมมาให้ครับ

แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติและเครื่องร้อนจัด
หากคุณวางโทรศัพท์ไว้เฉยๆ หรือใช้งานทั่วไป แต่เครื่องกลับร้อนจี๋และแบตเตอรี่ลดฮวบเหมือนกำลังเล่นเกมกราฟิกหนักๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่ามีการประมวลผลเบื้องหลังที่ผิดปกติครับ มัลแวร์เหล่านี้จะทำงานตลอดเวลาเพื่อส่งข้อมูลหน้าจอหรือดักจับการพิมพ์ (Keylogger) กลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์
หน้าจอขยับเองหรือมีจุดสัมผัสแปลกๆ
หากสังเกตเห็นว่ามีการเปิดแอปพลิเคชันเอง มีการเลื่อนหน้าจอ หรือมีจุดวงกลมเล็กๆ (เหมือนเคอร์เซอร์เมาส์) วิ่งไปมาบนหน้าจอโดยที่คุณไม่ได้แตะต้อง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยครับว่าเครื่องกำลังถูกรีโมทจากระยะไกล
ฟีเจอร์ช่วยเหลือการเข้าถึง (Accessibility Service) ถูกเปิดใช้งานเอง
ในระบบ Android ช่องโหว่ที่มิจฉาชีพชอบใช้ที่สุดคือเมนู Accessibility Service ครับ ซึ่งปกติมีไว้ช่วยผู้พิการ แต่แอปดูดเงินจะหลอกให้เราไปเปิดสิทธิ์นี้ เพื่อให้มันสามารถ "กดตกลง" หรือ "อนุญาต" แทนเราได้ หากคุณเข้าไปตรวจสอบในการตั้งค่าแล้วพบแอปแปลกปลอมได้รับอนุญาตในส่วนนี้ ต้องรีบจัดการทันทีครับ
ขั้นตอนปฏิบัติการด่วนเมื่อเผลอกดลิงก์อันตรายหรือติดตั้งแอปปลอม
ถ้าเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น คุณเผลอกดลิงก์ SMS ที่อ้างว่ามาจากกรมสรรพากร หรือติดตั้งแอปหาคู่ที่แฝงมัลแวร์ลงไปแล้ว วินาทีนั้น "สติ" สำคัญกว่าสตางค์ครับ ในฐานะ Money Architect ผมขอลำดับขั้นตอนการกู้สถานการณ์วิกฤต ดังนี้ครับ

ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันที (Kill Switch)
สิ่งที่มิจฉาชีพกลัวที่สุดคือการขาดการเชื่อมต่อครับ ให้คุณรีบเปิด Airplane Mode (โหมดเครื่องบิน) ทันที หรือถ้าทำได้ให้ถอดซิมการ์ดออก และปิด Wi-Fi Router ที่บ้านด้วย การทำแบบนี้จะตัดท่อส่งข้อมูล ทำให้แฮกเกอร์ไม่สามารถส่งคำสั่งโอนเงินหรือรับรหัส OTP จากเครื่องเราได้ครับ
อย่าเพิ่งรีบปลดล็อกหน้าจอด้วยรหัสผ่านเดิม
ในขณะที่ตัดเน็ตแล้ว หากเครื่องยังทำงานอยู่ พยายามหลีกเลี่ยงการกดรหัสผ่านเข้าเครื่องหรือเข้าแอปธนาคารในขณะที่ยังไม่มั่นใจว่าเคลียร์มัลแวร์ได้หรือยัง เพราะอาจมีการดักจับหน้าจออยู่
การล้างเครื่อง (Factory Reset) คือทางออกที่ดีที่สุด
หลายคนเสียดายรูปถ่ายหรือแชทไลน์ แต่เชื่อผมเถอะครับว่าข้อมูลเหล่านั้นเทียบไม่ได้กับเงินทั้งชีวิต การ Uninstall แอปที่สงสัยออกไปเฉยๆ มักไม่เพียงพอ เพราะมัลแวร์สมัยใหม่เก่งในการซ่อนไฟล์ฝังลึก (Persistence) วิธีที่สะอาดที่สุดคือการเข้า Safe Mode (กดปุ่มเปิดเครื่องค้างไว้ แล้วกดค้างที่ตัวเลือกปิดเครื่อง เพื่อเข้า Safe Mode) เพื่อไปสำรองข้อมูลที่จำเป็น (ยกเว้นไฟล์แอปพลิเคชัน) แล้วทำการ Factory Reset ล้างเครื่องเป็นค่าโรงงานครับ
แจ้งอายัดบัญชีผ่านศูนย์ AOC 1441
ปัจจุบันประเทศไทยมีศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) โทรสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ เพื่อทำการอายัดบัญชีชั่วคราวทุกธนาคาร เป็นมาตรการที่เร็วกว่าการโทรหา Call Center ธนาคารทีละแห่งแบบสมัยก่อนครับ
เจาะลึกการตั้งค่าความปลอดภัยในแอปธนาคารและพอร์ตหุ้น
การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอครับ ในมุมมองของนักวางแผนการเงิน ผมมองว่าการตั้งค่าความปลอดภัยก็เหมือนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ในพอร์ตการลงทุน เรามาดูกันว่าต้องตั้งค่าอย่างไรให้พอร์ตปลอดภัยครับ

จำกัดวงเงินการโอนต่อวัน (Daily Limit)
นี่คือ Stop Loss ของโลกความปลอดภัยครับ คุณควรตั้งวงเงินการโอนผ่านแอปให้ต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น 5,000 – 10,000 บาท หากต้องการโอนยอดใหญ่จริงๆ ค่อยเข้าไปปรับแก้และปรับกลับทันที วิธีนี้ต่อให้ถูกแฮก ความเสียหายก็จะถูกจำกัดวงกว้าง (Limited Downside) ไว้ครับ
เปิดใช้งาน Biometric Authentication และปิดการใช้รหัสผ่านแบบกด
พยายามตั้งค่าให้แอปธนาคารหรือแอป Streaming หุ้น ใช้การสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือในการเข้าใช้งานเสมอ เพราะการพิมพ์ PIN 6 หลักบนหน้าจอ มีความเสี่ยงที่จะถูกแอบมอง หรือถูกบันทึกหน้าจอโดยมัลแวร์ครับ
ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ล็อกอิน (Device Management)
แอปพลิเคชันทางการเงินส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ Streaming สำหรับเทรดหุ้น จะมีเมนูให้ตรวจสอบว่ามีอุปกรณ์ไหนล็อกอินค้างอยู่บ้าง (Active Sessions) หมั่นเข้าไปเช็กอย่างน้อยเดือนละครั้งครับ ถ้าเจอชื่ออุปกรณ์แปลกๆ เช่น คุณใช้ iPhone แต่มี Android โผล่มา ให้กด Force Logout หรือเตะออกจากระบบทันทีแล้วเปลี่ยนรหัสผ่านครับ
ยกระดับความปลอดภัยด้วยการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย
ในวงการ IT เราเรียกสิ่งนี้ว่า MFA (Multi-Factor Authentication) หรือ 2FA ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมย้ำกับลูกเพจเสมอว่า "ต้องมี" การพึ่งพาแค่ Username กับ Password เหมือนการล็อคบ้านด้วยกลอนประตูชั้นเดียวที่ใครก็สะเดาะได้ครับ
เลิกไว้ใจ SMS OTP เป็นปราการด่านสุดท้าย
เราคุ้นเคยกับ OTP ผ่าน SMS มานาน แต่ในวงการ Security ทราบกันดีว่า SMS ไม่ปลอดภัยครับ เพราะเสี่ยงต่อการถูกดักจับสัญญาณ หรือถูกโจมตีแบบ SIM Swapping (การสวมรอยไปขอออกซิมใหม่ที่ศูนย์บริการ) หากบริการไหนรองรับ แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ Authenticator App แทนครับ
การใช้แอปพลิเคชันสร้างรหัส (Authenticator App)
แอปอย่าง Google Authenticator, Microsoft Authenticator หรือ Authy จะสร้างรหัส 6 หลักที่เปลี่ยนทุกๆ 30 วินาที โดยรหัสนี้ถูกสร้างขึ้น ภายในเครื่องของคุณ ไม่ได้ส่งผ่านเครือข่ายมือถือ ทำให้แฮกเกอร์ที่อยู่ระยะไกลไม่สามารถดักจับได้ง่ายๆ ผมแนะนำให้เปิดใช้ 2FA แบบนี้กับอีเมลหลักที่ผูกกับบัญชีธนาคาร และบัญชี Social Media ทั้งหมดครับ
Hardware Security Key สำหรับพอร์ตระดับ High Net Worth
สำหรับท่านที่มีพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่ หรือถือครอง Cryptocurrency จำนวนมาก ผมแนะนำให้ลงทุนซื้อ Hardware Key เช่น YubiKey ครับ มันคืออุปกรณ์คล้าย Flash Drive ที่ต้องเสียบเข้าเครื่องหรือแตะ NFC ถึงจะล็อกอินได้ ต่อให้แฮกเกอร์รู้รหัสผ่านและแฮกคอมพิวเตอร์เราได้ แต่ถ้าไม่มีกุญแจตัวจริงที่อยู่กับตัวเรา ก็ไม่สามารถขโมยเงินออกไปได้ครับ เป็นการลงทุนหลักพันที่คุ้มค่ามากสำหรับการปกป้องเงินหลักล้าน
เทคนิคทางจิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้หลอกให้โอนเงิน
นอกจากการแฮกด้วยเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ Social Engineering หรือ "วิศวกรรมสังคม" ซึ่งเป็นการแฮกที่ "คน" ไม่ใช่ที่ "ระบบ" ครับ ในฐานะที่ผมวิเคราะห์พฤติกรรมตลาด ผมพบว่ามิจฉาชีพเล่นกับอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ 2 อย่าง คือ ความกลัว และ ความโลภ ครับ
สร้างความกลัวให้รีบตัดสินใจ (Urgency & Fear)
มุกคลาสสิกคือ "พัสดุตกค้าง", "บัญชีธนาคารพัวพันฟอกเงิน" หรือ "ค้างค่าบัตรเครดิต" สคริปต์พวกนี้ถูกออกแบบมาให้เหยื่อตกใจจนลืมตรวจสอบข้อเท็จจริง (Critical Thinking) จำไว้เสมอครับว่า หน่วยงานราชการหรือธนาคาร ไม่มีนโยบายโทรหาลูกค้าเพื่อให้โอนเงินตรวจสอบ หรือขอข้อมูลส่วนตัวผ่าน LINE ถ้าเจอแบบนี้ให้วางสายแล้วโทรเช็กกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงผ่านเบอร์ Official เท่านั้นครับ
ใช้ความโลภล่อลวง (Greed)
ในฝั่งการลงทุน ผมเจอบ่อยมากกับ "หุ้นวงใน" หรือ "ฝากเทรดกำไร 10% ต่อวัน" ตามหลักการลงทุนแบบ Value Investing ไม่มีสินทรัพย์ไหนในโลกที่การันตีผลตอบแทนสูงเวอร์โดยไม่มีความเสี่ยงครับ หากใครชวนลงทุนแล้วให้ติดตั้งแอปนอก Store (ไฟล์ .apk) หรือโอนเงินเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ให้ฟันธงได้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพ 100% ครับ
การบริหารจัดการรหัสผ่านบัญชีการเงินให้ปลอดภัยระดับสูงสุด
ปัญหาสุดคลาสสิกคือ "รหัสผ่านจำยาก" ทำให้หลายคนใช้รหัสเดียวกันทุกแอป หรือใช้รหัสง่ายๆ เช่น 123456, วันเกิด, เบอร์โทรศัพท์ ซึ่งนี่คือความเสี่ยงระดับหายนะทางการเงินครับ
หลักการตั้งรหัสผ่านที่แฮกยาก
รหัสผ่านที่ดีควรมีความยาวอย่างน้อย 12-16 ตัวอักษร ประกอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษ แต่ปัญหาก็วนกลับมาที่ "แล้วจะจำยังไงหมด?"
ใช้ Password Manager ช่วยจำ
ผม Money Architect ขอแนะนำให้ท่านใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน (Password Manager) เช่น Bitwarden, 1Password หรือ LastPass ครับ หลักการคือท่านจำรหัสผ่านหลัก (Master Password) เพียงรหัสเดียวที่ยากและซับซ้อน ส่วนรหัสผ่านของแอปธนาคาร แอปเทรดหุ้น อีเมล และอื่นๆ ให้โปรแกรมเป็นคนสุ่มสร้าง (Random Generate) และจดจำให้ครับ วิธีนี้จะทำให้รหัสผ่านแต่ละบัญชีของท่านไม่ซ้ำกันเลย และมีความซับซ้อนจนยากต่อการเดาสุ่ม (Brute Force)
แยกอีเมลสำหรับธุรกรรมทางการเงิน
อีกเทคนิคที่ผมใช้ส่วนตัวคือ การแยกอีเมล (Email Segmentation) ครับ ผมจะมีอีเมลหนึ่งบัญชีที่ใช้สำหรับผูกกับธนาคารและพอร์ตหุ้นโดยเฉพาะ อีเมลนี้จะไม่ถูกนำไปสมัครสมาชิกเว็บช้อปปิ้ง ไม่ใช้สมัคร Facebook หรือบริการทั่วไป เพื่อลดโอกาสที่อีเมลจะหลุดรั่วไหลไปยังฐานข้อมูลของแฮกเกอร์ (Data Breach) ครับ
คำถามที่พบบ่อยเรื่องความรับผิดชอบเมื่อเงินถูกโอนออกจากบัญชี
หัวข้อนี้เป็นเรื่องกฎหมายและระเบียบธนาคารที่ละเอียดอ่อน แต่อ้างอิงจาก พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผมขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ
ธนาคารต้องรับผิดชอบไหมถ้าเงินหาย?
คำตอบคือ "ขึ้นอยู่กับสาเหตุ" ครับ
- กรณีที่ธนาคารต้องรับผิดชอบ: หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความบกพร่องของระบบธนาคารเอง เช่น แอปธนาคารมีช่องโหว่ ข้อมูลรั่วไหลจากภายใน หรือระบบขัดข้องทำให้เงินหาย กรณีนี้ธนาคารต้องรับผิดชอบคืนเงินเต็มจำนวนครับ
- กรณีที่ลูกค้าอาจต้องรับผิดชอบเอง (ส่วนใหญ่): หากเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ใช้ เช่น การบอกรหัส OTP ให้คนอื่น การติดตั้งแอปปลอม (Sideload app) ด้วยตัวเอง หรือการโอนเงินเองโดยสมัครใจ (แม้จะถูกหลอก) กรณีเหล่านี้การเรียกร้องเงินคืนจากธนาคารจะทำได้ยากมากครับ เพราะถือว่าธุรกรรมเสร็จสมบูรณ์โดยเจ้าของบัญชีแล้ว
มีโอกาสได้เงินคืนมากน้อยแค่ไหน?
ต้องยอมรับความจริงครับว่า "ยาก แต่ก็ต้องทำ" เส้นทางการเงินที่ถูกโอนออกไป มักจะถูกย้ายผ่านบัญชีม้าหลายทอด (Layering) และแปลงสภาพเป็น Cryptocurrency เพื่อโอนออกต่างประเทศภายในเวลาไม่กี่นาที การอายัดบัญชีทันทีจึงสำคัญมาก เพราะถ้าอายัดทันในบัญชีแถวแรกๆ โอกาสได้คืนก็ยังมีครับ แต่ถ้าเงินออกนอกประเทศไปแล้ว การติดตามจะซับซ้อนและใช้เวลานานมาก
ทำไมถึงต้องยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าเมื่อโอนยอดสูง?
หลายท่านอาจรำคาญที่ต้องสแกนหน้าเมื่อโอนเงินเกิน 50,000 บาท แต่มาตรการนี้ของ ธปท. คือปราการป้องกันชั้นดีครับ เพราะต่อให้แฮกเกอร์รีโมทเครื่องเราได้ แต่เขาไม่มี "หน้า" ของเรา (และเทคโนโลยี Liveness Detection สมัยใหม่ก็หลอกด้วยรูปถ่ายยาก) ทำให้การดูดเงินก้อนโตทำได้ยากขึ้นมากครับ ดังนั้น ยอมเสียเวลาสแกนหน้าสักนิด เพื่อแลกกับความปลอดภัยของสินทรัพย์ที่เราหามาอย่างยากลำบาก คุ้มค่าแน่นอนครับ
สุดท้ายนี้ เรื่องความปลอดภัยทางไอทีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับนักลงทุนและคนทั่วไป การมีความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ต้องมาคู่กับความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience) ครับ หากท่านปฏิบัติตามแนวทางที่ผม Money Architect แนะนำข้างต้น ทั้งการตั้งค่าอุปกรณ์ การใช้ Password Manager และการมีสติรู้เท่าทันกลโกง พอร์ตการลงทุนและเงินออมของท่านก็จะปลอดภัย พร้อมที่จะเติบโตไปกับเป้าหมายชีวิตที่ท่านวางไว้ครับ



