เจาะลึกกลยุทธ์ปั้นธุรกิจสุขภาพให้ปังแบบ Q&A เมื่อโค้ชณัฐเผยไต๋การตลาดออนไลน์

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาพบกับ โค้ชณัฐ ปั้นหุ่นสวย กันอีกแล้วนะคะ! แต่วันนี้ณัฐไม่ได้จะมาสอนท่าสควอทหรือคำนวณมาโครสารอาหารเหมือนทุกที เพราะมีพี่ๆ น้องๆ ในวงการเทรนเนอร์ เจ้าของยิม และผู้ประกอบการอาหารคลีนหลายท่านหลังไมค์มาหาณัฐเยอะมากว่า “โค้ชณัฐทำยังไงถึงมีลูกค้าทักมาสมัครเทรนไม่ขาดสาย?” หรือ “ทำเพจยังไงให้คนแชร์เยอะๆ ทั้งที่เรื่องสุขภาพมันน่าเบื่อ?”

วันนี้ณัฐเลยขอสลับบทบาทจากเทรนเนอร์สายโหด มาเป็น ‘ที่ปรึกษาการตลาดจำเป็น’ ให้หนึ่งวันค่ะ โดยรูปแบบบทความวันนี้จะพิเศษหน่อย คือณัฐรวบรวมคำถามเด็ดๆ ที่ถูกถามบ่อยที่สุด (FAQ) มานั่งตอบแบบจับเข่าคุย สไตล์ถามมาตอบไป ให้เห็นภาพชัดๆ ว่า การตลาดออนไลน์สำหรับธุรกิจสายสุขภาพ (Health & Wellness) ในยุคนี้ เขาทำกันยังไงให้รอดและรวย จะสนุกและได้สาระแค่ไหน ไปลุยกันเลยค่ะ!

สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ท่ามกลางคู่แข่งนับหมื่น

Q: เปิดประเด็นแรกที่เจ็บปวดที่สุดเลยค่ะโค้ช ตอนนี้ใครๆ ก็เป็นกูรูสุขภาพ เทรนเนอร์เต็มหน้าฟีด TikTok ไปหมด เราเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มทำเพจ จะเอาอะไรไปสู้เขาคะ? จะทำยังไงไม่ให้จมหายไปในตลาด?

สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ท่ามกลางคู่แข่งนับหมื่น

โค้ชณัฐ: โอ๊ย คำถามนี้โดนใจมากค่ะ! บอกเลยว่าตอนณัฐเริ่มทำเมื่อ 8 ปีก่อน กับตอนนี้ สถานการณ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว ตอนนี้คู่แข่งเยอะจริงค่ะ แต่… ข่าวดีคือ “คู่แข่งที่เป็นตัวจริง” มีน้อยกว่าที่คุณคิด

กุญแจสำคัญคือคำว่า Differentiation (ความแตกต่าง) และ Authenticity (ความจริงใจ) ค่ะ

  • อย่าเป็นแค่ ‘เทรนเนอร์’ แต่จงเป็น ‘เพื่อนที่เชี่ยวชาญ’: ถ้าคุณออกมาพูดจาภาษาเทพ ศัพท์เทคนิคปลิวว่อน คนฟังเขาหนีหมดค่ะ ณัฐใช้หลักการ “Edutainment” คือให้ความรู้คู่ความบันเทิง เล่าเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ใส่ความเป็นมนุษย์ลงไป เช่น วันนี้โค้ชก็ขี้เกียจออกกำลังกายนะ แต่โค้ชทำแบบนี้… (คนจะรู้สึก Relate ได้ง่ายกว่า)
  • หา Niche Market ของตัวเองให้เจอ: อย่าพยายามขายทุกคนค่ะ อย่างณัฐชัดเจนเลยว่า “ปั้นหุ่นสวย ปรับระบบเผาผลาญ แบบไม่ใช้ยา” กลุ่มเป้าหมายณัฐคือคนที่เคยพังจากการกินยาลดน้ำหนักหรืออดอาหารมา ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านอาหารคลีน ลองเจาะไปเลยว่า “อาหารคลีนสำหรับพนักงานออฟฟิศที่ไม่มีเวลา” ความชัดเจนนี้แหละค่ะที่จะทำให้เราเป็นปลาที่เด่นที่สุดในบ่อของเรา

สิ่งที่ Google และผู้บริโภคมองหาตอนนี้คือ E-E-A-T ค่ะ (Experience, Expertise, Authoritativeness, Trustworthiness) โดยเฉพาะตัว E ตัวแรกคือ Experience ประสบการณ์จริงของคุณคือสิ่งที่ AI หรือคนก๊อปปี้คอนเทนต์ทำแทนไม่ได้ เล่า Case Study จริงที่คุณแก้ปัญหาให้ลูกค้าสิคะ นั่นแหละ Killer Content!

ทำคอนเทนต์มีความรู้ยังไงไม่ให้น่าเบื่อเหมือนอ่านตำราเรียน

Q: ปัญหาโลกแตกเลยค่ะโค้ช พอจะเขียนเรื่องวิชาการ เช่น กลไกการเผาผลาญ หรือโภชนาการเชิงลึก ยอดเอนเกจเมนต์เงียบกริบเหมือนป่าช้า พอจะเต้น TikTok ก็เขิน สรุปต้องทำคอนเทนต์ยังไงดีคะ?

ทำคอนเทนต์มีความรู้ยังไงไม่ให้น่าเบื่อเหมือนอ่านตำราเรียน

โค้ชณัฐ: ฮ่าๆๆ เข้าใจเลยค่ะ ณัฐก็เคยเป็น! โพสต์เรื่อง Krebs Cycle ทีไร เงียบกริบทุกที (หัวเราะ) ความลับคือ “หยุดสอน แต่เริ่มเล่าเรื่อง” (Storytelling) ค่ะ

คนไม่ได้อยากรู้หรอกค่ะว่า “อินซูลินทำงานอย่างไร” แต่เขาอยากรู้ว่า “ทำไมกินน้อยแล้วยังอ้วน?” เห็นความต่างไหมคะ?

สูตรการทำคอนเทนต์ของณัฐคือ Hook – Story – Solution ค่ะ

  • Hook (พาดหัวหยุดนิ้วโป้ง): อย่าขึ้นต้นด้วยชื่อทฤษฎี แต่ให้ขึ้นต้นด้วย “Pain Point” หรือความเข้าใจผิด เช่น “หยุดวิ่งลู่วิ่งเป็นชั่วโมง ถ้าคุณยังกินสิ่งนี้อยู่!” หรือ “ความลับที่คนผอมไม่เคยบอกคุณ”
  • Story (เรื่องราว): เล่าเคสตัวอย่าง เช่น “มีลูกศิษย์คนหนึ่งของณัฐ ชื่อน้องเอ (นามสมมติ) วิ่งวันละ 10 กิโลฯ แต่น้ำหนักไม่ลงเลย จนกระทั่งเรามาปรับเรื่อง…” การเล่าเรื่องจะดึงให้คนอ่านจนจบค่ะ
  • Solution (ทางออก): ให้ความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง (Actionable Advice) ไม่ต้องร่ายยาวทฤษฎี เอาเนื้อๆ เน้นๆ ว่าต้องทำอะไร 1-2-3

และที่สำคัญ รูปแบบคอนเทนต์ต้องหลากหลายค่ะ วิดีโอสั้น (Reels/TikTok) เอาไว้ดึงคนใหม่ๆ เข้ามา (Awareness) ส่วนบทความยาวๆ หรือวิดีโอ YouTube เอาไว้ให้ความรู้เชิงลึกเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ค่ะ ต้องผสมผสานกันนะคะ

เปลี่ยนยอดไลก์ให้เป็นยอดขายโดยไม่ดูยัดเยียด

Q: อันนี้สำคัญสุดเลยค่ะ โค้ชมีคนติดตามเยอะ แต่บางทีคนติดตามเยอะไม่ได้แปลว่ายอดขายจะเยอะตาม เปลี่ยนคนดูเป็นคนซื้อ (Conversion) ยังไงให้ดูไม่ Hard Sell เกินไปคะ? เพราะคนไทยขี้เกรงใจ กลัวโดนขายของ

เปลี่ยนยอดไลก์ให้เป็นยอดขายโดยไม่ดูยัดเยียด

โค้ชณัฐ: เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ ธุรกิจจะอยู่รอดต้องมี Cash Flow ไม่ใช่แค่ยอดไลก์ ณัฐใช้หลักการ “Inbound Marketing” หรือการตลาดแบบดึงดูดค่ะ

หลักการง่ายๆ คือ “ให้ก่อน แล้วค่อยรับ”

  1. ให้คุณค่าจนเขารู้สึกติดหนี้ทางใจ: ณัฐแจกตารางอาหารฟรี แจกท่าออกกำลังกายฟรี ตอบคำถามในไลฟ์ฟรีๆ แบบไม่กั๊ก พอเขาเอาไปทำตามแล้วได้ผลเล็กๆ น้อยๆ (Quick Win) เขาจะเริ่มศรัทธาในตัวเราค่ะ
  2. ขายผลลัพธ์ ไม่ใช่ขายสินค้า: เวลาณัฐขายคอร์ส ณัฐไม่บอกว่า “คอร์สนี้มีวิดีโอกี่นาที” แต่ณัฐบอกว่า “จบคอร์สนี้ คุณจะกลับไปใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่งสมัยมหาลัยได้อีกครั้ง” เราต้องขาย Better Version ของเขาค่ะ
  3. ใช้ Social Proof (รีวิว): อันนี้ทรงพลังที่สุด ในวงการสุขภาพ “Before-After” คือพระเจ้า แต่ต้องเป็นของจริงและตรวจสอบได้นะคะ (ระวังเรื่องกฎหมายโฆษณาด้วย ต้องใช้คำอย่างระมัดระวัง) ให้ลูกค้าพูดแทนเราว่าดีแค่ไหน มีน้ำหนักกว่าเราพูดเอง 100 เท่า
  4. Call to Action (CTA) ที่นุ่มนวล: ท้ายคอนเทนต์ อย่าลืมบอกเขาว่าถ้าอยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ต้องทำไง เช่น “ใครที่มีปัญหาพุงล่างป่อง พิมพ์ว่า ‘สนใจ’ ไว้ใต้คอมเมนต์ เดี๋ยวโค้ชทักไปประเมินหุ่นให้ฟรีค่ะ” เห็นไหมคะ? เริ่มจากการ ‘ให้’ (ประเมินฟรี) ก่อน แล้วค่อยนำไปสู่การขาย

รับมือดราม่าและความเชื่อผิดๆ ในวงการสุขภาพ

Q: วงการนี้ดราม่าเยอะมากค่ะ เดี๋ยวก็สูตรนั้นดี สูตรนี้อันตราย บางทีเราให้ความรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่ดันไปขัดกับความเชื่อชาวบ้าน แล้วโดนทัวร์ลง โค้ชณัฐรับมือยังไงคะ?

โค้ชณัฐ: โอ๊ย เรื่องนี้เจอประจำค่ะ (หัวเราะแห้ง) เคยมีคนมาด่าณัฐว่า “สอนให้กินข้าวเย็น เดี๋ยวก็อ้วนตายหรอก” ทั้งที่เราจบวิทย์กีฬาฯ มา เราเชี่ยวชาญเรื่อง Healthy Diet แท้ๆ

วิธีรับมือของณัฐคือ “สติ และ ข้อมูล” ค่ะ

  • อย่าใช้อารมณ์ตอบโต้: ยิ่งเราแรงกลับ ภาพลักษณ์แบรนด์ยิ่งเสีย ให้มองว่านี่คือโอกาสในการโชว์ความเป็นมืออาชีพ
  • ใช้ข้อมูลอ้างอิงเสมอ: เวลาณัฐตอบ ณัฐจะแนบงานวิจัย หรืออ้างอิงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Authority Sites) แปะลิงก์ให้ดูเลยค่ะว่า ข้อมูลนี้มาจากไหน ไม่ได้มโนเอง
  • ไม่โจมตีบุคคล แต่ชี้แจงที่ชุดข้อมูล: อย่าไปว่าใครว่า “โง่” หรือ “มั่ว” แต่ให้บอกว่า “ความเข้าใจนี้อาจจะคลาดเคลื่อนนะคะ เพราะจริงๆ แล้วร่างกายทำงานแบบนี้…”
  • ดราม่า = โอกาส: เชื่อไหมคะว่าโพสต์ที่ณัฐออกมาแก้ต่างความเชื่อผิดๆ (Myth Busting) มักจะเป็นโพสต์ที่ไวรัลที่สุด! เพราะคนชอบดูการถกเถียงและชอบความจริง พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสค่ะ

เทคนิคสร้างชุมชนที่จงรักภักดีต่อแบรนด์

Q: ข้อสุดท้ายค่ะ อยากให้ลูกค้าอยู่กับเรานานๆ ไม่ใช่แค่ซื้อแล้วจบกัน หรือเรียนจบคอร์สแล้วหายไปเลย ต้องทำยังไงให้เกิด Brand Loyalty คะ?

โค้ชณัฐ: ธุรกิจสุขภาพคือธุรกิจแห่ง “ความสัมพันธ์” (Relationship) ค่ะ ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่โปรแกรมลดไขมัน แต่เขาซื้อ กำลังใจ และ เพื่อนร่วมทาง

ณัฐให้ความสำคัญกับ Community Management มากๆ ค่ะ

  • สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone): ณัฐมีกลุ่มปิด (Facebook Group) สำหรับนักเรียน เพื่อให้เขามาแชร์เมนูอาหาร บ่นเรื่องออกกำลังกาย หรือขอกำลังใจ โดยที่ณัฐและทีมงานจะเข้าไปตอบสม่ำเสมอ มันทำให้เขารู้สึกว่าไม่ได้สู้อยู่คนเดียว
  • กิจกรรมกระชับมิตร: มี Challenge รายเดือน เช่น “14 วันงดหวาน” ใครทำได้มีของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ สิ่งนี้สร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) ได้ดีมาก
  • จำรายละเอียดลูกค้าให้ได้: ในฐานะเทรนเนอร์ การจำได้ว่าลูกค้าคนนี้แพ้กุ้ง คนนี้ปวดเข่า หรือทักไปถามไถ่ในวันที่เขาหายไป ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่คือความใส่ใจ นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาไม่หนีเราไปหาโค้ชคนอื่นค่ะ เพราะ “คู่แข่งอาจจะก๊อปปี้คอนเทนต์เราได้ แต่ก๊อปปี้ความใส่ใจของเราไม่ได้”

บทสรุปส่งท้ายสูตรลับความสำเร็จที่ยั่งยืน

เห็นไหมคะว่า การตลาดออนไลน์สายสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องของการยิงแอดโฆษณาให้หนัก หรือเต้นโชว์ให้ดังเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการผสมผสานระหว่าง “ศาสตร์แห่งข้อมูล” (วิทย์กีฬา/โภชนาการ) กับ “ศิลป์แห่งการสื่อสาร”

สำหรับเพื่อนๆ นักธุรกิจ เจ้าของแบรนด์ หรือเทรนเนอร์ที่กำลังอ่านอยู่ ณัฐอยากฝากไว้ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เหมือนกับการปั้นหุ่นนั่นแหละค่ะ มันต้องอาศัย ความสม่ำเสมอ (Consistency) และ ความอดทน

จงซื่อสัตย์กับลูกค้า พัฒนาความรู้ตัวเองให้เป็นตัวจริง (Expertise) และสื่อสารออกไปอย่างจริงใจ (Authenticity) รับรองว่าต่อให้ Algorithm ของ Facebook หรือ TikTok จะเปลี่ยนไปแค่ไหน ฐานแฟนคลับและลูกค้าของคุณก็จะยังคงอยู่เหนียวแน่นแน่นอนค่ะ

ถ้าใครชอบบทความแนวนี้ หรือมีคำถามเรื่องการตลาดสายสุขภาพที่อยากให้ณัฐมาตอบอีก คอมเมนต์ทิ้งไว้ได้เลยนะคะ สำหรับวันนี้ โค้ชณัฐ ปั้นหุ่นสวย ขอตัวไปตอบแชทนักเรียนก่อน (เยอะมากกก) แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า สวัสดีค่ะ!