AI ไม่ได้มาเพื่อไล่คนออกแต่มาช่วยให้เราเลิกทำงานซ้ำซาก
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ นักธุรกิจทุกคน มาสุรีเองค่ะ วันนี้มาสุรีไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องเทคนิคจ๋าๆ ภาษาต่างดาวที่ต้องปีนกระไดฟังนะคะ แต่จะมาเม้าท์มอยเรื่องที่เชื่อว่าหลายคนกำลังกุมขมับ นั่นคือกระแส AI (Artificial Intelligence) ที่มาแรงจนหลายคนเริ่มผวาวาบๆ ว่า “เอ๊ะ นี่ฉันจะต้องปิดบริษัทแล้วให้หุ่นยนต์มาทำงานแทนหรือเปล่า” หรือบางคนก็กลัวลูกน้องจะตกงานกันหมด

มีเรื่องเล่าจากทางบ้านส่งมาปรึกษามาสุรีเยอะมากค่ะ เป็นเจ้าของกิจการ SME รายหนึ่งที่บ่นอุบว่า “คุณมาสุรีครับ ผมเห็นข่าว AI มันทำได้ทุกอย่างเลย ผมควรไล่ฝ่ายแอดมินออกแล้วใช้บอทตอบลูกค้าแทนไหมครับ” ฟังแล้วมาสุรีแทบจะกรี๊ดใส่โทรศัพท์เลยค่ะ ใจเย็นๆ ก่อนนะคะทุกคน! นี่คือความเชื่อผิดๆ อันดับหนึ่งที่ต้องรีบแก้ด่วนจี๋เลยค่ะ
ในโลกความเป็นจริง ณ ตอนนี้ AI ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “แทนที่” มนุษย์ที่มีจิตวิญญาณและความคิดสร้างสรรค์หรอกค่ะ แต่มันเกิดมาเพื่อ “กำจัดงานน่าเบื่อ” ต่างหาก ลองนึกภาพตามมาสุรีนะคะ วันๆ หนึ่งทีมงานของคุณเสียเวลาไปเท่าไหร่กับการตอบคำถามเดิมๆ ว่า “ร้านปิดกี่โมงคะ” “มีของพร้อมส่งไหมคะ” หรือต้องมานั่งพิมพ์สรุปการประชุมยาวเหยียด 3 ชั่วโมงที่ฟังแล้วหาวจนน้ำตาเล็ด
การนำ AI เข้ามาใช้ ไม่ใช่การบอกลาพนักงาน แต่เป็นการคืนเวลาอันมีค่าให้พวกเขาค่ะ ลองจินตนาการดูสิคะว่าถ้าแอดมินของคุณไม่ต้องมานั่งตอบคำถามพื้นฐานซ้ำๆ วันละร้อยรอบ แต่มีเวลาไปคิดโปรโมชั่นเจ๋งๆ หรือโทรไปดูแลลูกค้า VIP แทน ผลกำไรบริษัทจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน? นี่แหละค่ะคือสิ่งที่มาสุรีอยากจะบอก AI คือลูกมือที่ขยันที่สุด ไม่บ่น ไม่ลาป่วย และที่สำคัญคือมันชอบทำงานซ้ำซากที่เราเกลียดที่สุดค่ะ ดังนั้น เลิกกลัว แล้วเริ่มโยนงานน่าเบื่อให้มันทำกันดีกว่าค่ะ
ไม่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์แพงระยับก็มีระบบ AI ใช้ในธุรกิจได้
อีกหนึ่งตำนานความเชื่อที่ทำให้นักธุรกิจหลายคนถอดใจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม คือความคิดที่ว่า “จะใช้ AI เหรอ? โอ๊ย ต้องมีเงินถุงเงินถัง ต้องจ้างทีม Dev เงินเดือนแสนมาเขียนโค้ดแน่ๆ” มาสุรีขอบอกตรงนี้เลยนะคะว่า ผิดถนัด! ยุคนี้มันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ สมัยนี้เราอยู่ในยุคที่เรียกว่า No-Code หรือ Low-Code กันแล้ว
มาสุรีเคยไปช่วยให้คำปรึกษาร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ร้านหนึ่ง เจ้าของทำคนเดียวแทบทุกอย่าง เขาบอกว่าอยากได้ระบบช่วยตอบแชทและสรุปยอดขาย แต่ไม่มีปัญญาจ้างใครเขียนโปรแกรม เชื่อไหมคะว่ามาสุรีแนะนำให้เขาลองใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วอย่าง ChatGPT แบบเสียเงินรายเดือน (ซึ่งราคาก็แค่หลักร้อยบาท ถูกกว่าค่ากาแฟบางมื้ออีกค่ะ) บวกกับการเชื่อมต่อระบบหลังบ้านง่ายๆ ผ่านเครื่องมืออย่าง Zapier
ผลลัพธ์คืออะไรรู้ไหมคะ? เขาสามารถสร้าง “ผู้ช่วยส่วนตัว” ที่ช่วยร่างอีเมลตอบลูกค้า ช่วยคิดแคปชั่นขายของ หรือแม้แต่ช่วยวิเคราะห์ว่าเดือนนี้เสื้อสีไหนขายดีที่สุดได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง โดยที่เขาเขียนโค้ดไม่เป็นสักบรรทัดเดียว! นี่คือความสนุกของเทคโนโลยีสมัยนี้ค่ะ มันถูกสร้างมาให้ User-Friendly หรือเป็นมิตรกับผู้ใช้งานสุดๆ
การลงทุนใน AI สำหรับธุรกิจ SME หรือ Start-up ไม่ใช่การลงทุนซื้อ Server ราคาหลักล้าน แต่คือการสมัครสมาชิกรายเดือน (Subscription) ในราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Copilot, Claude หรือ Gemini เครื่องมือพวกนี้เก่งระดับอัจฉริยะ และพร้อมทำงานให้คุณทันทีแค่ปลายนิ้วคลิก เพราะฉะนั้น ใครที่บอกว่าต้องรวยก่อนถึงจะมี AI ใช้ ให้เดินหนีออกมาเลยค่ะ เขาตกยุคไปแล้ว
ความเข้าใจผิดเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลถ้าใช้ AI ช่วยสรุปงาน
หัวข้อนี้ซีเรียสนิดนึงนะคะ แต่มาสุรีต้องพูด เพราะเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลจนไม่กล้าแตะต้อง AI เลย นั่นคือเรื่อง Data Privacy หรือความปลอดภัยของข้อมูล มีหลายคนทักมาถามมาสุรีด้วยความตื่นตระหนกว่า “ถ้าเอาข้อมูลงบการเงินบริษัทไปให้ AI ช่วยวิเคราะห์ คู่แข่งจะรู้ความลับเราไหม?” หรือ “AI มันจะเอาข้อมูลลูกค้าเราไปขายต่อหรือเปล่า?”
คำตอบคือ “เป็นไปได้ ถ้าคุณใช้ไม่เป็น” ค่ะ แต่อย่าเพิ่งตกใจจนเลิกใช้นะคะ เพราะปัญหานี้แก้ได้ด้วยความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องค่ะ
โดยปกติแล้ว AI แบบ Public หรือแบบฟรีที่เราใช้เล่นๆ กันทั่วไป ระบบมักจะมีการเก็บข้อมูลที่เราป้อนเข้าไปเพื่อนำไปพัฒนาตัวโมเดลต่อ (Training) นี่คือเรื่องจริงค่ะ ดังนั้น กฎเหล็กของมาสุรีคือ “ห้ามโยนรหัสผ่าน เลขบัตรเครดิต หรือความลับทางการค้าสุดยอดลงไปในช่องแชทของ AI ตัวฟรีเด็ดขาด”
แต่! ข่าวดีก็คือ ผู้ให้บริการส่วนใหญ่เขารู้เรื่องนี้ดีค่ะ และเขาก็มีทางออกให้สำหรับภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น การใช้โหมด Enterprise หรือการตั้งค่าปิดการแชร์ข้อมูล (Opt-out of data training) ซึ่งใน ChatGPT หรือเครื่องมืออื่นๆ ก็มีปุ่มให้กดปิดฟีเจอร์นี้ค่ะ หรือถ้าเป็นเวอร์ชันสำหรับองค์กร ข้อมูลของคุณจะถูกเก็บเป็นความลับและไม่ถูกนำไปสอน AI ให้คนอื่นเห็นแน่นอน
วิธีปฏิบัติที่มาสุรีแนะนำเพื่อนนักธุรกิจเสมอก็คือ:
- ตรวจสอบ Setting ความเป็นส่วนตัวก่อนเริ่มใช้งานเสมอ
- หากต้องวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ ให้ใช้นามสมมติแทนชื่อลูกค้าจริง (Anonymization) เช่น เปลี่ยนชื่อ นายสมชาย เป็น ลูกค้า A เป็นต้น
- ลงทุนใช้เวอร์ชัน Business หรือ Enterprise หากต้องการความปลอดภัยขั้นสูง
เห็นไหมคะว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้โดยไม่ต้องเสี่ยง ถ้าเรารู้วิธีตั้งค่าให้ถูกต้อง เหมือนเราขับรถนั่นแหละค่ะ ถ้าเรารู้กฎจราจรและคาดเข็มขัดนิรภัย เราก็ไปถึงที่หมายได้เร็วและปลอดภัยค่ะ
AI เขียนคอนเทนต์ขายของแทนมนุษย์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์จริงหรือ
มาถึงเรื่องสนุกๆ กันบ้างค่ะ กับความเชื่อที่ว่า “ไล่ Content Creator ออกได้เลย เดี๋ยวให้ AI เขียนให้หมด” อันนี้มาสุรีขอเตือนด้วยความหวังดีเลยนะคะว่า อย่าหาทำ ค่ะ!
จริงอยู่ที่ AI สามารถเขียนบทความ เขียนแคปชั่น หรือแม้แต่แต่งกลอนได้ภายใน 3 วินาที (ซึ่งเร็วกว่ามาสุรีตอนปั่นงานไฟลนก้นเยอะมาก) แต่งานที่ออกมานั้นมักจะขาดสิ่งที่เรียกว่า “Soul” หรือจิตวิญญาณและความเข้าอกเข้าใจมนุษย์ (Empathy) ค่ะ
ลองสังเกตดูนะคะ ภาษาของ AI มักจะดูสุภาพเกินไป ดูเป็นทางการ หรือบางทีก็ดู “ลิเก” ไปหน่อย มันขาดเสน่ห์ของการเล่าเรื่อง ประสบการณ์ส่วนตัว หรือมุกตลกที่คนอ่านแล้วรู้สึก “เอ๊ะ นี่มันชีวิตฉันชัดๆ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละค่ะคือหัวใจของการขายของ การทำให้ลูกค้ารู้สึกอินไปกับสินค้า
วิธีใช้งานที่ถูกต้องที่มาสุรีใช้อยู่ทุกวัน คือการให้ AI เป็น “ผู้ช่วยร่างโครงร่าง” (Drafting Assistant) ค่ะ เช่น ให้มันช่วยลิสต์ไอเดียหัวข้อคอนเทนต์ 10 หัวข้อ, ให้ช่วยร่างโครงสร้างบทความ, หรือให้ช่วยตรวจสอบคำผิด แต่สุดท้ายแล้ว “มนุษย์” ต้องเป็นคนตบแต่งสำนวน ใส่ความรู้สึก และใส่เรื่องเล่าที่กินใจลงไปค่ะ
คิดซะว่า AI คือพ่อครัวที่ช่วยหั่นผัก เตรียมเนื้อ เตรียมเครื่องปรุงวางไว้ให้พร้อม แต่เชฟที่จะปรุงรสให้อร่อยเหาะถูกปากลูกค้า ก็ยังต้องเป็นคุณหรือทีมงานของคุณอยู่ดีค่ะ ดังนั้น ใครที่คิดจะใช้ AI ก๊อปปี้แล้ววาง 100% เตรียมตัวเจอคอนเทนต์แห้งแล้งที่ไม่มีใครกดไลก์ได้เลยค่ะ
เลิกคิดว่า AI จะเข้าใจบริบทสังคมไทยและมุกตลกได้ทั้งหมด
ข้อนี้สำคัญมากสำหรับนักธุรกิจไทยค่ะ เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า AI ส่วนใหญ่ถูกสร้างและเทรนข้อมูลมาจากฐานภาษาอังกฤษเป็นหลัก แม้ว่าเดี๋ยวนี้มันจะเก่งภาษาไทยขึ้นมาก (ชนิดที่ว่ามาสุรีเองยังทึ่ง) แต่ความเข้าใจใน “บริบททางวัฒนธรรม” (Context) ยังเป็นสิ่งที่ AI ตกม้าตายบ่อยๆ ค่ะ
มาสุรีเคยลองให้ AI ช่วยคิดมุกตลกขายของสำหรับคนไทย ผลที่ได้คือ… กริบค่ะ! มุกแป้กสนิท หรือบางทีเข้าใจสำนวนผิดๆ ถูกๆ เช่น คำว่า “งานเข้า” AI อาจจะแปลตรงตัวว่ามีงานเข้ามาให้ทำเยอะๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่ในบริบทภาษาปากคนไทย มันแปลว่า “ซวยแล้ว” ใช่ไหมคะ?
นอกจากเรื่องภาษาแล้ว ยังมีเรื่องของ Hallucination หรืออาการ “หลอน” ของ AI ด้วยค่ะ คือการที่มันตอบข้อมูลผิดๆ อย่างมั่นใจหน้าตาเฉย เช่น ถามประวัติบุคคลสำคัญของไทย บางทีมันแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่เป็นตุเป็นตะเลยค่ะ ถ้าเราเอาข้อมูลพวกนี้ไปใช้โดยไม่ตรวจสอบ (Fact-check) ธุรกิจเราอาจจะเสียเครดิตได้ง่ายๆ เลยนะคะ
ดังนั้น กฎเหล็กของมาสุรีคือ “จงเป็นบรรณาธิการที่โหดที่สุดให้กับ AI” ค่ะ อย่าเชื่อสิ่งที่มันบอกทันที ต้องตรวจสอบความถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลตัวเลข หรือเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม เพราะ AI คือเครื่องจักรคำนวณความน่าจะเป็นของคำ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่รู้ทุกเรื่องจริงๆ ค่ะ
บทสรุป เส้นทางธุรกิจยุคใหม่ต้องมี AI เป็นเพื่อนคู่คิด
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆ นักธุรกิจคงจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้วนะคะว่า AI ไม่ใช่ปีศาจร้ายที่จะมาแย่งงาน และก็ไม่ใช่เทพเจ้าที่จะเสกความสำเร็จให้เราได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลย แต่มันคือ “เครื่องมือทุ่นแรง” ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้
การปรับตัวเข้าหา AI ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้วค่ะ แต่มันคือทางรอด ในวันที่คู่แข่งของคุณเริ่มใช้ AI ช่วยตอบลูกค้าได้ใน 1 วินาที หรือใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ตลาดได้แม่นยำ ถ้าเรายังมัวแต่กลัว หรือมัวแต่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ เราอาจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้ค่ะ
มาสุรีขอสรุปสั้นๆ ส่งท้ายนะคะ: เริ่มต้นเรียนรู้การใช้ AI ตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องเริ่มใหญ่โต แค่ลองหาเครื่องมือมาช่วยลดงานซ้ำซากในบริษัทดูสักอย่างหนึ่ง แล้วคุณจะพบว่า คุณมีเวลาเหลือไปโฟกัสกับ “หัวใจสำคัญ” ของธุรกิจคุณจริงๆ มากขึ้นเยอะเลยค่ะ
ขอให้สนุกกับการมีลูกน้องใหม่เป็น AI นะคะทุกคน แล้วพบกันใหม่บทความหน้ากับมาสุรีค่ะ!

